รีวิวหนัง Minions 2: The Rise of Gru

30 June 2022
รีวิวหนัง Minions 2: The Rise of Gru

หลังจากโผล่ไปแจมเป็นตัวประกอบให้หนังภาคหลัก ตอนนี้พวกมันกลับมาอีกครั้งใน “Minions 2: The Rise of Gru” ที่แน่นอนว่าการกลับมาครั้งนี้เหล่ามินเนี่ยนยังคงท่าท่างยียวนและทะเล้นเช่นเคย แม้ว่าจะรู้สึกถึงเนื้อเรื่องแบบเดิมๆบ้างก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เหล่าชาวมินเนี่ยนก็ยังสร้างความสุกสนากเฮฮาได้เหมือนเคย

null

Minions 2: The Rise of Gru นั้นเล่าถึงเรื่องราวหลังจากที่พวกมินเนี่ยนออกตามหาบรรดาวายร้ายสุดโฉดมาทุกยุคทุกสมัย จนได้มาพบกับหนูน้อย กรู เด็กหนุ่มน้อยที่ฝันจะกลายเป็นวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมด้วยบรรดาลูกสมุนตัวสีเหลือง แต่ดันมาป่วนมากกว่าช่วงเหลือ ซึ่งในครั้งกรูได้ออกเดินทางไปยังสถานที่เป็นเหมือนสภาของบรรดาวายร้ายที่ชื่อ Vicious 6 เพื่อต้องการเป็นวายร้ายเต็มตัว แต่ติดปัญหาด้วยความที่เขายังเป็นเด็ก ทำให้เหล่าบรรดาวายร้ายขาใหญ่ไม่ยอมรับ

แน่นอนว่าความฝันของกรูแน่วแน่เกินสิ่งใด เขาเลยตัดสินใจพิสูจน์ตัวเองด้วยการขโมยอัญมณีล้ำค่าของวายร้ายตัวแม่ เบลล์ บัทท่อม ทำให้วายร้ายทั้งหมดแห่ง Vicious 6 ออกตามล่าเขาในทันที ไม่ว่าจะเป็นวายร้ายจอมพลัง, แม่ชีสายบู๊ผู้มีกระบองสองท่อนเป็นอาวุธ หรือจะเป็นมนุษย์ที่มีแขนเป็นก้ามปู แต่กรูก็ไม่น้อยหน้า เพราะเขามีบรรดาเหล่ามินเนียนและจักรยานติดไอพ่นคู่ใจ กรูตัดสินใจใช้แผนหล่อกล่อ โดยให้หนึ่งในมินเนียนที่ชื่อ อ็อตโต้ เอาอัญมณีหนีแยกไปอีกทาง ส่วนเขาจะเป็นคนล่อพวกวายร้ายเอง

null

ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผน และกรูกำลังจะได้ประกาศศักดาเป็นวายร้ายหน้าใหม่ที่ร้ายกาจที่สุด แต่เมื่อเจ้าอ็อตโต้เอาอัญมณีออกมาให้ มันกลับกลายเป็นก้อนหินเด็กเล่น ซึ่งเจ้าอ็อตโต้ก็ได้เล่าถึงที่มาที่ไปว่าระหว่างหลบหนี มันก็ดันหลงไปอยู่ในบ้านของเด็กคนหนึ่งที่กำลังจัดงานวันเกิด แล้วบังเอิญไปเห็นเจ้าก้อนหินเด็กเล่นชิ้นนี้เข้า มันตกหลุมรักในทันที ก่อนจะตัดสินใจแลกอัญมณีกับก้อนหินเด็กเล่น สำหรับกรูแล้วนี่ก็เป็นเหมือนการเอาอนาคตของเขาไปโยนทิ้งเลยทีเดียว เรื่องราวความปั่นป่วนจะเป็นอย่างไร ต้องรอติดตามกันต่อไป

โดยในภาคนี้ได้ผู้กำกับมากถึง 3 คนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น “ไคล์ บัลดา” (จาก Minions ภาคที่แล้ว), “แบรด อเบลสัน” (จากหนังสั่น Yellow Light) และ “โจนาธาน เดล วัล” (จาก The Secret Life of Pets 2) ที่มาผนึกกำลังกันอีกด้วย

null

Minions 2: The Rise of Gru ก็ยังคงมาพร้อมกับสูตรสำเร็จเดิม ๆ แบบภาคที่แล้วเกือบครบ คือหนังมาพร้อมกับความบันเทิงและความน่ารักแบบไม่รู้เฮฮาของเหล่ามินเนี่ยนให้เพลิดเพลิน ซึ่งแน่นอนว่าตรงจุดนั้นหนังก็สามารถตอบโจทย์ผู้ชมและสร้างสีสันความสนุกได้ดีตลอดทั้งเรื่องนี้ ความใสซื่อของตัวมินเนี่ยนก็ยังคงตามเสน่ห์ อย่าง บ็อบ, เควิน, สจ๊วต ยังคงแสบสันต์เหมือนเคย เพิ่มเติมในภาคคือ อ็อตโต้ ที่เป็นสมาชิกตัวป่วนขโมยซีนประจำเรื่องนี้

ต้องยอมรับเลยว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 90 นาทีของหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความบันเทิงที่ชวนขำได้ดี แต่หากว่ามองถึงแก่นแท้และเนื้อในของหนังเรื่องนี้นั้น กลับพบว่าหนังแทบจะไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นจากเมื่อก่อนสักเท่าไหร่เลย ตอกย้ำความจำเจเข้าไปซ้ำอีกเมื่อภาคนี้ยังเป็นภาคเล่าย้อนไปสมัยที่ กรู ยังอายุแค่ 10-11 ขวบ ตอนที่หัดเป็นวายร้ายตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งประเด็นนี้เราน่าจะเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วจากในหนัง Despicable Me หลากหลายภาคแล้ว

null

ทำให้ Minions 2: The Rise of Gru เป็นการเล่าเรื่องวนอยู่ในอ่าง เนื้อหาอาจจะมีแค่เพียงหยิบมือเดียว แต่ถูกนำมาแผ่ขนาดออกไปด้วยการสร้างสีสันและมุกตลกใส ๆ ของพวกมินเนี่ยน หากมาพิจารณาในองค์ประต่าง ๆ ดูนั้น หนังยังค่อนข้างขาดความใส่ใจในเนื้อหาอยู่ในหลายจุด โดยเฉพาะกลุ่ม Vicious 6 ที่ใส่เข้ามาไม่ต่างกับตัวประกอบในหนังการ์ตูนเพียงเท่านั้น เป็นเหล่าตัวร้ายที่ไร้ซึ่งน้ำหนักและที่มาที่ไป คือดูแล้วรู้เลยว่ชะตากรรมจะตายในตอนจบตอนนี้อะไรทำนองนั้น

และการที่มีผู้กำกับทำงานด้วยกันถึงมากถึง 3 คน ก็เกือบจะทำให้เนื้อหนังทั้งเรื่องแตกเป็นคนละทิศทาง เพราะจะสังเกตได้ว่าองค์ประกอบของหนังกระโดดไปมาอยู่บางจังหวะ แม้ว่าจะยังเล่าเรื่องได้สนุกและทำให้ผู้ชมคล้อยตามไปได้ แต่หลายฉากก็โดดไปมา เช่น ฉากกลางทะเลทราย อยู่ ๆ โดไปฝึกกังฟู ซ้ำร้ายยังได้ทั้งดาราดังอย่าง “มิเชล โหย่ว” หรือ “ทาราจิ พี. เฮนสัน” มาเป็นตัวละครใหม่ แต่หนังกลับไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรสักเท่าไหร่เลย

null

แต่โดยรวม ต่อให้หนังจะจำเจและไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ใด ๆ เลย หนังชุดนี้ก็ยังขายได้เพราะความเป็นมินเนี่ยน สุดท้ายมันก็เป็นหนังที่มอบความบันเทิงให้คนดูได้ถึงใจถึงอารมณ์อยู่ดี ถึงมันจะสัมผัสได้ถึงความตันในไอเดียของหนังชุดนี้บ้างแล้วก็ตาม ทั้งที่ยังมีทางอื่นอีกมากมายให้เลือกเดินเกมและเล่าเรื่องไป และนั่นอาจจะเป็นจุดที่พลอยทำให้เสน่ห์ของมินเนียนส์ต้องเสื่อมลงไปด้วยหรือเปล่า หากจะมีภาคใหม่ตามมาอีก…เห็นทีว่าสตูดิโอหนังจะต้องคิดคอนเซ็ปต์ให้ฉีกแนวเดิมๆ เสียแล้ว